ทำไม "ไม่ควร" ล้างไข่ต้มด้วยน้ำประปา? หลายคนยังทำโดยไม่รู้ผลที่ตามมา!
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
เลิกด่วน! นิสัย "แช่ไข่ต้มในน้ำประปา" เผยภัยเงียบทำท้องเสียไม่รู้ตัว พร้อมแจก 3 ทริกปอกเปลือกง่ายปลอดภัย 100%
ไข่ต้ม เมนูยอดฮิตทำง่ายประจำบ้าน ไม่ว่าจะมื้อเช้าอันเร่งรีบ เมนูคุมน้ำหนัก หรืออาหารว่างของเด็กๆ แต่เชื่อว่าเกือบทุกบ้านมีพฤติกรรมที่ทำต่อๆ กันมาจนเป็นความเคยชิน นั่นคือ "พอต้มไข่เสร็จปุ๊บ ก็ตักมาแช่ในน้ำเย็นที่เปิดจากก๊อกทันที" เพื่อให้ไข่เย็นลงเร็วๆ และปอกเปลือกง่ายไม่ติดเนื้อ
รู้ไหมครับว่า ทริกที่ดูเหมือนสะดวกสบายนี้ แท้จริงแล้วกำลังเป็นการสร้าง "ทางด่วนสายตรงให้แบคทีเรีย" วิ่งเข้าสู่เนื้อไข่ และเป็นภัยเงียบที่ทำร้ายสุขภาพของคนในครอบครัวโดยที่เราไม่รู้ตัวเลยสักนิด!
ทำไมการแช่ไข่ต้มใน "น้ำประปา" ถึงอันตราย?
เหตุผลทางวิทยาศาสตร์และโครงสร้างของไข่ระบุไว้ชัดเจนครับว่ามีปัจจัยเสี่ยง 2 ข้อหลักๆ ดังนี้:
1. เปิดประตูรับเชื้อ E. coli และ Salmonella
แม้เปลือกไข่จะดูแข็งและทึบ แต่จริงๆ แล้วบนผิวเปลือกไข่มี "รูพรุนขนาดเล็กระดับไมโคร" นับพันรูที่ตาไม่อาจมองเห็น ในตอนที่ไขยังดิบ รูเหล่านี้จะมีชั้นเคราตินบางๆ คอยเคลือบปกป้องเชื้อโรคไว้ แต่เมื่อนำไข่ไปต้มจนสุก ความร้อนสูงจะทำลายชั้นเคลือบนี้ไปจนหมด ทำให้รูพรุนเปิดอ้าเต็มที่ เมื่อเรานำไข่ร้อนๆ ไปแช่ในน้ำประปาทันที ความเย็นจะทำให้เนื้อไข่หดตัวอย่างรวดเร็วและเกิดแรงดูด ดึงเอาน้ำประปาที่มีเชื้อแบคทีเรีย เช่น E. coli หรือ Salmonella รวมถึงสิ่งสกปรกตกค้างในท่อระบายน้ำ ซึมผ่านรูพรุนเข้าไปในเนื้อไข่ได้ภายในไม่กี่วินาที ยิ่งในฤดูร้อน แบคทีเรียจะยิ่งเติบโตไวมาก ไข่ต้มที่แช่น้ำประปาอาจสะสมเชื้อโรคจนบูดเสียได้ในเวลาเพียง 4-5 ชั่วโมง (จากปกติที่อยู่ได้ข้ามวัน) ส่งผลให้เด็ก ผู้สูงอายุ หรือคนธาตุอ่อนท้องเสียและปวดท้องได้ง่ายมากครับ
2. สูญเสียสารอาหารและเนื้อสัมผัสกระด้าง
การช็อกไข่ด้วยน้ำเย็นจัดทันที ทำให้เยื่อหุ้มไข่แยกออกจากเปลือกเพื่อดักจับความเย็น ส่งผลให้ไข่สูญเสียความชุ่มชื้นอย่างรวดเร็ว หากทิ้งไว้นานเนื้อไข่ขาวจะแห้งกระด้าง รสชาติไม่อร่อย และยังทำให้วิตามินที่ละลายในน้ำบางส่วนสูญเสียไปอีกด้วย
3 วิธีทำให้ไข่ต้มปอกง่าย โดยไม่ต้องเสี่ยงแบคทีเรีย
ถ้าไม่แช่น้ำประปา แล้วจะทำยังไงให้ปอกเปลือกง่าย ไม่ติดเนื้อไข่? ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ 3 วิธีที่ปลอดภัยกว่าดังนี้ครับ:
-
วิธีที่ 1: ใส่เกลือหรือน้ำส้มสายชูตอนต้ม ตอนตั้งหม้อต้มไข่ ให้ใส่เกลือลงไปครึ่งช้อน หรือเหยาะน้ำส้มสายชูลงไปเล็กน้อย ตัวเกลือจะช่วยเคลือบเปลือกไม่ให้แตก ส่วนกรดในน้ำส้มสายชูจะช่วยทำให้เปลือกไข่อ่อนนุ่มลง เมื่อต้มสุกแล้วนำขึ้นมาพักไว้ 1 นาที จะสามารถกะเทาะเปลือกออกได้อย่างง่ายดายโดยไม่ติดเนื้อไข่เลย
-
วิธีที่ 2: ใช้ "น้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว" หรือน้ำดื่มบรรจุขวด หากจำเป็นต้องแช่น้ำเพื่อให้หายร้อนอย่างเร่งรีบ ห้ามใช้น้ำจากก๊อกเด็ดขาด ให้เปลี่ยนมาใช้ "น้ำต้มสุกที่ทิ้งไว้จนเย็น" หรือ "น้ำดื่มสะอาดบรรจุขวด" แทน แช่เพียงครึ่งนาทีพอให้หายร้อนแล้วรีบนำขึ้นมาปอกทันที
-
วิธีที่ 3: ปล่อยให้เย็นลงตามธรรมชาติ เมื่อต้มไข่จนครบกำหนดแล้ว อย่าเพิ่งตักออกทันที ให้ปิดไฟแล้วปิดฝาหม้อทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที เพื่อให้เนื้อไข่เซตตัว จากนั้นตักขึ้นมาใส่ตะแกรงหรือร่อน แล้วปล่อยให้เย็นลงตามธรรมชาติ วิธีนี้จะได้ไข่ต้มที่เนื้อนุ่มเด้งชุ่มชื้นที่สุด
แถมสูตร: เวลาต้มไข่ที่เป๊ะที่สุด สารอาหารอยู่ครบ
หลายคนชอบต้มไข่นานเกิน 10 นาทีเพราะคิดว่ายิ่งสุกยิ่งปลอดภัย แต่การต้มจมนานเกินไปจะทำให้ "ผิวของไข่แดงกลายเป็นสีเขียวอมเทา" ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างธาตุเหล็กและซัลเฟอร์ ทำให้เนื้อไข่แห้งเป็นผง สารอาหารลดลง และย่อยยาก
สูตรต้มไข่ที่สมบูรณ์แบบ: ใส่ไข่ลงไปพร้อมน้ำเย็น ตั้งไฟจนเดือด จากนั้นต้มต่ออีก 6-8 นาที แล้วปิดไฟ ทิ้งไว้ในหม้อต่ออีก 2 นาที จะได้ไข่ต้มที่เนื้อเนียนนุ่ม สุกกำลังดี และได้คุณค่าทางอาหารครบถ้วนที่สุดครับ
เรื่องการต้มไข่อาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ ในห้องครัว แต่ภัยสุขภาพมักซ่อนอยู่ในพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำจนชินชา การเปลี่ยนจากการแช่น้ำประปามาใช้น้ำต้มสุกหรือปล่อยให้เย็นเองตามธรรมชาติ อาจจะเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย แต่ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องท้องร่วงและอาหารเป็นพิษให้กับคนในบ้านได้อย่างมหาศาล ลองนำไปปรับใช้ในห้องครัวกันดู
- ไข่ต้มสุก vs ไข่ยางมะตูม แบบไหนร่างกายดูดซึมโปรตีนได้ดีกว่า และไม่เสี่ยงแบคทีเรียซุก?!
- 4 น้ำบ้านๆ "มิตรของตับ" ช่วยดีท็อกซ์-ลดไขมันพอก-ชะลอผิวแก่ ข้อแรกหลายคนดื่มทุกวัน!

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี